วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

สิ่งที่เรามองข้าม






บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง
 เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม)
 หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย..
 ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ
 อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ
ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น…………
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น……จากนี้ไป……ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ ……โอกาสที่พิเศษสุด……แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ…..อยาก…
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น…….
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า…….สักวันหนึ่ง……..ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง
และเวลานี้….
ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีเวลาที่จะ copy ข้อความนี้ไปให้คนที่คุณรักอ่าน…… 
แล้วคิดว่า….สักวันหนึ่ง………..ค่อยส่ง.. จงอย่าลืมคิดว่า….สักวันหนึ่ง…..วันนั้น 
คุณอาจไม่มีโอกาสมานั่งตรงนี้เพื่อทำอย่างที่คุณต้องการอีกก็ได้

คนโง่....คนฉลาด....คนเจ้าปัญญา....คุณเป็นคนแบบไหน






1. ว่าด้วยการบริหารเป้าหมาย

คนโง่ มักใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย.......
จึงว่ายไปในโลกกลมๆแล้ววนกลับมาที่เดิม............
ต้องเริ่มต้นใหม่ร่ำไปสู่อนาคตที่ไร้ทิศทาง.......... 


คนฉลาด มักตั้งเป้าหมายชีวิตยิ่งใหญ่ท้าทาย
จึงไม่พอใจกับภาวะที่ตนเป็นสักที.........
เพราะดูทีไรก็ยังห่างไกลเป้าหมายเสมอ....... 


คนเจ้าปัญญา ย่อมมีเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต
และมีเป้าหมายน้อยนิดสานสู่เป้าหมายใหญ่................
จึงมีบันไดแห่งความสำเร็จให้บรรลุเป็นลำดับไป
ได้กำลังใจและหรรษาไปตลอดหนทาง 




2. ว่าด้วยการรู้จักแจ้งตนเอง 

คนโง่ อยู่กับตนก็ไม่รู้จักตน
จึงกลัวตัวเองไปต่างๆนานา 


คนฉลาด อยู่กับตนและรู้จักตนดี
แต่ไม่รู้สิ่งที่ดีกว่าตน
จึงวุ่นง่านอยู่กับการสร้างเนื้อสร้างตัว ปั้นตนให้เป็นแบบต่างๆ 


คนเจ้าปัญญา ย่อมรู้จักตนดีที่สุดจนทะลุความไม่เป็นตน
จึงบริหารตนได้เสมือนการสร้างสรรค์ฟองสบู่
ใช้ประโยชน์สุดกู่แล้วก็สลายวับไป 




3. ว่าด้วยจิต 

คนโง่ แม้เมื่อมีจิตใจก็ไม่เห็นจิตใจ
จึงไม่บริหารจิตใจตนแต่สัปดนไปบริหารคนอื่น
และมักขื่นขมที่ควบคุมคนอื่นไม่ได้ 


คนฉลาด เมื่อมีจิตใจก็เข้าใจจิตใจตนแม้จะไม่เห็นอยู่
จึงทู่ซี๊ระวังรักษาและได้ประโยชน์บ้างตามกำลังสติสัมปชัญญะ 


คนเจ้าปัญญา เมื่อมีจิตใจย่อมเห็นแจ่มแจ้งในจิตใจอยู่
รู้แจ้งพฤติของจืต และอำนาจแห่งใจ
จึงสามารถบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เสมอ 




4. ว่าด้วยความคิด 

คนโง่ ทำก่อนแล้วจึงคิด
จึงผิดพลาดเนืองๆ
เปลืองเวลาและความรู้สึก
และต้องตามแก้ปัญหาไม่สิ้นสุด 


คนฉลาด คิดมากก่อนแล้วจึงทำ
จึงเพ้อเจ้ออยู่เป็นประจำ
แม้ประสงค์จะทำดีมากแต่ทำได้น้อย
เพราะเขม่าความคิดมักปิดกลั้นความหาญกล้า 


คนเจ้าปัญญา คิดไปทำไป
จึงทำได้อย่างที่คิด และคิดพอดีที่ทำ
ประหยัดพลังงานและบริหารเวลาได้เหมาะสม
ลดความหลอนป้องกันความพลาดขื่นขม
และประสบความสำเร็จโดยไม่เหน็ดเหนื่อย 




5. ว่าด้วยการบริหารกระบวนการคิด 

คนโง่ ชอบไหลไปตามความคิด
จึงมีภารกิจอันไม่รู้ตัวอย่างไม่สิ้นสุด 


คนฉลาด ชอบสร้างความคิด
จึงมีจินตนาการอันสวยหรูที่ไม่เป็นจริงอย่างไม่สิ้นสุด 


คนเจ้าปัญญา ชอบบริหารความคิด
สร้างสรรค์ ตกแต่ง ตัดต่อ และละวางเมื่อสมควร
จึงได้ประโยชน์จากความคิดสูงสุด


ข้อคิด

คนโง่ ที่รู้ตัวว่าโง่ นั่นคือไม่โง่ เพราะรู้จักคิด รับความจริง
คนฉลาด รู้ตัวว่าฉลาด เขาย่อมเป็นคนฉลาดอยู่ดี
คนโง่อวดฉลาด นี่สิ เรียกได้ว่า บรมโง่ ทีเดียว
คนเจ้าปัญญา ถ้าขาดความรอบคอบ ก้อใช่ว่าจะไม่โง่ หรือจะฉลาดเสียไปหมดทุกเรื่อง
แต่ถ้าคนเจ้าปัญญา ทำอะไรมีสติ ไม่ประมาท นั่นแหล่ะ "ปราชญ์"


วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หากความรักฟังอยู่




นานเท่าไรแล้วที่ในชีวิต
ไม่ได้มีใครทำให้ใจของฉันรู้สึก
และนานเท่าไรแล้วที่ในส่วนลึก
ล่องลอยรอใครโดยไม่มีอะไรยึดเลย
และยังต้องเข้มเเข็งต้องไม่อ่อนไหวต้องแสดงว่าใจนั่นแกร่ง ทั้งที่เปล่าเลย


หากว่าความรักฟังอยู่ช่วยตะโกนตอบฉันหน่อย
ฉันฝืนรอคอยมีชีวิตลอยๆไม่ไหวอีกต่อไป
หากความรักฟังอยู่ได้โปรดออกมาได้หรือไม่
ให้ฉันนั้นได้พออุ่นใจว่าความรักที่ฉันกำลังรออยู่ มีตัวตนจริงๆ….


กี่ทีที่รอยยิ้มต้องปกปิดความเหงา
กี่ครั้งที่ความเศร้า ถูกบังด้วยความวุ่นวาย
และกี่เสียงหัวเราะ กลบเกลื่อนใจที่หาย
กี่หนที่ระบาย โดยไม่มีใครได้รับรู้เลย


และยังต้องเข้มเเข็งต้องไม่อ่อนไหวต้องแสดงว่าใจนั่นแกร่ง
ต้องคอยยิ้มเอาไว้ ต้องหัวเราะเอาไว้ทั้งที่ใจก็ไม่มีแรง


หากว่าความรักฟังอยู่ช่วยตะโกนตอบฉันหน่อย
ฉันฝืนรอคอยมีชีวิตลอยๆไม่ไหวอีกต่อไป
หากความรักฟังอยู่ได้โปรดออกมาได้หรือไม่
ให้ฉันนั้นได้พออุ่นใจว่าความรักที่ฉันกำลังรออยู่ มีตัวตนจริงๆ…

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ส่วนลึกของหัวใจฉันยังมีเธออยู่กับฉันทุกช่วงเวลา



ส่วนลึกของหัวใจฉันยังมีเธออยู่กับฉันทุกช่วงเวลา
ไม่ว่าทุกข์  สุข  หรือเหงา  เธอยังอยู่กับฉันเสมอ
ถึงแม้ว่ามันเป็นแค่ “ความรู้สึกที่ฉันมี”
แต่ฉันก็ยังภูมิใจที่ฉันยังสามารถเก็บความรู้สึก ๆ ดี ๆ
ที่เธอเคยให้ไว้กับฉัน ฉันยังจำวันแห่งความสุขของเราได้
ถึงแม้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สั้น ๆ แต่ฉันจะขอจดจำมันไปตลอด
ถึงแม้ว่าคนข้าง ๆ ฉันตอนนี้มันไม่ใช่เธอ…
แต่ฉันก็จะยังคงขอเก็บเธอไว้ในส่วนลึกของหัวใจของฉัน
ฉันอาจจะเคยเสียใจ  ร้องไห้  ทรมาน  เหงา…
เวลาที่เธอจากไป….
แต่ฉันจะลบสิ่งเหล่านั้นออกไป..
ฉันจะเก็บ  “ความสุข”  ไว้กับฉันตลอดไป
เรามีสิทธิ์เลือกที่จะเก็บความรู้สึกดี ๆ และเลือกที่จะลบ
ความทรงจำที่ไม่ดีออกไปได้
และฉันจะเก็บสิ่งดี ๆ ให้อยู่กับฉันไปตราบนาน
แม้ว่าวันนี้ หรือวันต่อไป ไม่มีเขาอยู่ข้างกายแล้ว
 

ที่ใดมีรัก..ที่นั้นมีทุกข์..จริงหรือ?


ที่ใดมีรัก...ที่นั้นมีทุกข์ ได้ยินประโยคนี้ทีไรทำให้รู้สึกว่า มันยอมไม่ได้จริงๆ ที่จะมาโทษความรักว่าเป็นต้นเหตุของความทุกข์

ที่ใดมีรัก...ที่นั้นมีทุกข์ ช่วยอ่านกันใหม่อีกครั้ง แล้วพิจารณาด้วยใจ ว่าจริงๆแล้วเราทุกข์เพราะอะไร .... ใบ้ให้ก็ได้จากตัวเรานี่แหละ

เคยได้ยินประโยคของเพลงนี้หรือเปล่า.......“ดั่งในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง”

ความหวังนี่เองที่ทำให้เราทุกข์ได้มากมายขนาดนี้...งง ล่ะสิ

“ที่ใดมีรัก...ที่นั้นมีความหวัง...ที่ใดมีความหวังที่นั้นมีทุกข์” นี่คือนิยามความรักของแอ้มเอง

“ความหวัง”ทำให้คนเรารู้สึกเป็นทุกข์....หวังทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ....หวังลมๆแล้งๆ เหมือนการคอยฝนในหน้าแล้ง

อย่าบอกเชียวนะ ว่าคุณมีความรักที่ไม่ได้หวังผลตอบแทน หากคุณรักคนๆหนึ่ง คุณก็หวังที่จะให้เขารักตอบ

“สักนิด” “สักครั้ง ก็ยังดี” “ขอเพียงแค่นั้น” คุ้นๆหูคุ้นๆตาใช่ไหม เหล่านี้เป็นกำแพงที่เราสร้างขึ้น เพื่อยับยั้งความต้องการของเราเอง การยับยั้งความต้องการมันทรมานนะ คุณไม่รู้สึกเหรอ

มันเป็นความทรมานจากการห้ามความรู้สึกตัวเอง หลอกตัวเองว่าอย่ารักมากไปกว่านี้เลย ทั้งๆที่ความจริงก้อรักไปแล้วหมดหัวใจ

รักและคิดถึง เมื่อรักแล้วก้อต้องคิดถึง เวลาที่คิดถึงคุณมีความสุขหรือเปล่า ความคิดถึงกับความโหยหา ต่างกันตรงไหน? เวลาที่เราคิดถึงใคร

เราแอบคิดเสมอว่าเค้าจะคิดถึงเราอยู่บ้างไหม หรือคุณไม่เคยคิด

รู้สึกยังไงล่ะ.... ทรมานใช่ไหม ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ ว่าหวังแล้วจะมีผลอย่างไร เราก็จะทุกข์ตั้งแต่เราเริ่มหวังแล้ว เพราะความหวังมันจะมาพร้อมกับความกังวล และความไม่มั่นใจในสิ่งนั้น

หวังมาก ทุกข์มาก หวังน้อยทุกข์น้อย

ความหวังทำให้ชีวิตมีพลังใจ...ความหวังในความรัก... ทำให้เราตั้งใจเรียนผิดปกติ

(ทุกข์นะเนี่ย ปวดหัวจะแย่)

ความหวังทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่มีวันสมหวัง....ทำให้เราทรมานแทบขาดใจ

ความรักเป็นสิ่งสวยงาม....ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่ทำให้เรามีความทุกข์ ......

แล้วไอ้คำว่า ที่ใดมีรัก..ที่นั้นมีทุกข์นั้นจริงหรือ??? คำตอบทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ใจคุณแล้วล่ะ

สิ้นสุดแล้วเริ่มต้นใหม่ได้ ... เพราะชีวิตมีทิศตะวันออกเสมอ


บ่อยครั้งที่ชีวิตผิดพลาด ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เรามักจะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น ซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์ ให้เสียใจ และพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้น มัน “ ไม่ใช่ความจริง” ที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความเสียใจนั้นได้เลย
เราจึงยอมติดกับดักความเสียใจอย่างถอน ตัวไม่ขึ้น และกลายเป็นทาสของมันอย่างรู้ตัว รู้ว่าเสียใจแต่ก็ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่ทำไมเรายังเป็นทุกข์กับการเลือกที่จะเสียใจ และทำชีวิตให้มันแย่ลงกว่าเดิมทุกวันๆ ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด
เพราะ “ เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น”
เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความผิดพลาดของ ชีวิต สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้ ไปไม่เป็น เหมือนจะมองเห็นทาง แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ เราจึงต้องอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุกวัน ตอกย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น
“Sunflower, sunflower, standing straight and tall,
Sunflower, sunflower, you’re the tallest flower of them all!
Sunflower, sunflower, when your seeds fall to the ground ,
Sunflower, sunflower, they’ll be found!”
ทานตะวันตระหง่านสูง
เจ้าช่างเป็นดอกไม้ที่สูงใหญ่
เมื่อเมล็ดร่วงหล่นสู่ผืนดิน
เราจะพบเจ้าอีกครั้ง... ดอกทานตะวัน
ลองมองดูวิถีดอกทานตะวันบ้างสิ ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน เพราะรู้จักที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน แสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชีวิตทุกชีวิต “ ยังคงมีชีวิต” แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย ก็ยังคงทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโตงอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง
เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ ปิดตัวเอง แล้วจมอยู่กับความคิดที่ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเศร้าเสียใจ แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย จงใช้ชีวิตให้เป็นดั่งเช่นดอกทานตะวัน แม้ยามผิดพลาด เสียใจ ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ อับจนหนทางอย่างไร แสงสว่างจากดวงตะวันก็จะคอยส่องทางให้เราได้พบเจอทางออก
“ ชีวิตเราจึงมีทางออก ตราบใดที่บนโลกใบนี้ยังมีทิศตะวันออก”
 
แม้ว่าชีวิตจะยังมืดมน จะยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด เศร้าใจ ก็จงเศร้าให้ถึงที่ สุด เสียใจ ก็จงเสียใจเสียให้พอ หากยังร้องไห้ ขอให้ระบายน้ำตาออกมา อย่ากักเก็บมันไว้ เมื่อเราเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง และพร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีตเป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วยบอกทางแก่ชีวิต เพราะ...
“ ความเศร้านั้นมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ข้อเสียคือทำให้เราโศกาอาดูร

แต่ข้อดีของมันคือ... สอนให้เรารู้ว่าเราจะไม่ผิดพลาดตรงนี้อีก

เราจะต้องไม่ร้องไห้ให้กับมันอีก”
ใครบางคนเคยบอกเอาไว้ตอนที่เสียใจกับความผิดพลาดของชีวิตเพราะ ฉะนั้นแล้วเกิดเป็นคน มีความรู้สึกรู้สาเหมือนกันหมด สามารถเศร้าเสียใจกับอดีตที่ผิดพลาดได้เหมือนกันหมด และก็เริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมดเช่นเดียวกัน ขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่พร้อมจะรักษาตัวเอง และออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้าจะผิด พลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า ...
“ เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น”

เพ้อ



เพ้อ......

หวนอาวรณ์ตอนหวานรักซ่านทรวง
เคยติดบ่วงห้วงฝันพลันสลาย
มาบัดนี้มีเพียงภาพเคียงกาย
สิ่งสุดท้ายปลายทางยามร้างปอง

ฟังเพลงแว่วแผ่วเสียงเพียงครวญคร่ำ
เหมือนน้ำคำพร่ำหาอาลัยหมอง
สิ้นแล้วสุขทุกเสี้ยวที่เกี่ยวดอง
ได้แต่มองท้องฟ้าสบตาดาว

สายตาเล็งเพ่งผ่านม่านฟ้าหลัว
ดูหมองมัวทั่วฟ้าเวหาหาว
สิ้นแล้วแสงแรงจันทร์อันสกาว
มวลหมู่ดาวราวเหงาเคล้าเมฆา

เหมือนบางคนจนใจเคยใกล้ชิด
กลับหักจิตคิดหลบไม่พบหน้า
ดั่งกับจันทร์วันเพ็ญช่างเย็นชา
หลบกายาลาเร้นไม่เห็นกัน

เก็บความซ้ำคร่ำครวญไม่หวนกลับ
รักลาลับดับแล้วแคล้วผกผัน
ด้วยไม่เป็นเช่นหวังดังใจกัน
จะฝืนฝันฟันฝ่าไขว่คว้าใย

...........................................................